วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สมุนไพรเพื่อความงาม

เปลือกกล้วยหอมสุก : ขจัดรอยหยาบกร้าน

วิธีทำ ใช้ด้านในเปลือกกล้วยหอมสุก ถูเบาๆ บริเวณที่มีรอยหยาบกร้าน ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะทำให้ผิวนุ่มและชุ่มชื้น รอยหยาบกร้านจะค่อยจางหายไป

มะขามเปียก : บำรุงผิวกายให้ขาวใสไร้รอยหมองคล้ำ

วิธีทำ ใช้มะขามเปียกใหม่ๆ คั้นกับน้ำสะอาดต้มสุก กรองเอาแต่น้ำข้นๆ ประมาณ 1 ถ้วย กับนมสด ประมาณ 1/2 ถ้วย ผสมให้เข้ากัน (หรือจะใส่เครื่องปั่นให้เป็นเนื้อเดียวกัน) ลูบไล้ทาทั่วผิวกาย ทิ้งไว้พอแห้ง และอาบน้ำตามปกติ

ยำปลาทูกับสมุนไพรไทย

ส่วนผสม
ปลาทูนึ่ง 3 ตัว, ขิงซอย 2 ช้อนโต๊ะ, หัวหอมซอย 3 ช้อนโต๊ะ, พริกขี้หนูสวนซอย 1 ช้อนชา, ใบมะกรูดหั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ, ต้นหอมซอย 1 ต้น, น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา 1 ช้อนชา, น้ำมันสำหรับทอด 1/4 ถ้วย
วิธีทำ
  1. ใส่น้ำมันลงในกระทะตั้งไฟกลาง พอน้ำมันร้อน ทอดปลาทูให้เหลือง ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน
  2. แกะปลาทูเอาแต่เนื้อยีเบาๆ พอเนื้อปลายุ่ย ผสมน้ำมะนาว กับน้ำปลาเข้าด้วยกัน ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงในอ่างผสม ใส่ปลาทูใส่น้ำมะนาวเคล้าเบาๆ พอทั่ว
  3. ตักใส่จานเสิร์ฟกับข้าวร้อนๆ หรือจะทำเป็นไส้แซนด์วิช เป็นอาหารพกพาหรือจะใช้เป็นอาหารว่าง กินแบบเมี่ยง โดยใช้ใบชะพูลหรือผักกาดหอมห่อเป็นคำ ๆ

สมุนไพรกับอาหารไทย

สมุนไพรที่ใช้ในอาหารไทยและใช้กันมากในเครื่องแกง เช่น พริกแห้ง พริกสด พริกไทย หัวหอมแดง กระเทียม ข่า ตะไคร้ เครื่องแกงบางอย่างจะใส่กระชาย ขมิ้น ขิง รากผักชีและเครื่องแกงบางอย่าง จะใส่ทั้งสมุนไพรและเครื่องเทศ คือ ลูกผักชี ยี่หร่า กานพูล อบเชย ลูกจันทน์ หรือดอกจันทน์ การใช้สมุนไพรและเครื่องเทศ ในรูปของน้ำพริกแกง จะมองไม่เห็นจะได้แต่กลิ่นในการใช้ ต้องใช้อย่างมีสัดส่วนถ้ามากเกินไปจะทำให้กลิ่นรสเป็นยา ถ้าใช้น้อยไปอาหารนั้นจะอ่อนเครื่องแกงไม่หอม
นอกจากนี้สมุนไพรที่ใส่ในอาหารโดยตรง เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด กระชาย หอม กระเทียม ใบสะระแหน่ พริกแห้ง พริกสด กระชาย ขมิ้นขาว ใบโหระพา พริกไทยสด สมุนไพรแต่ละชนิด จะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวในเรื่อง กลิ่น รส ความสำคัญของสมุนไพร
ที่ใส่อาหารในรูปนี้ เพื่อช่วยลดความความของอาหาร เช่น ลดความคาวของปลา เนื้อ เป็นต้น อีกประการหนึ่งช่วยเพิ่ม ความหอมของอาหารจานนั้นๆ ความหอมของอาหารช่วยกระตุ้น ความอยากอาหารเมื่อได้กลิ่น เพิ่มความอร่อยของอาหารจานนั้นๆ ทำให้มีรสชาติต่างๆ กันในจาน เมื่อรวมอยู่ในจานเดียวกัน ซึ่งเป็นรสชาติที่ยากจะบอกตรงนี้ คือ เสน่ห์ของอาหารไทย การที่จะกินสมุนไพรให้อร่อยต้องกินในรูปอาหารและจะทำให้ อาหารจานนั้นอร่อยขึ้นกับเหตุผลหลายอย่างที่สำคัญที่สุดคือ ปริมาณที่ใส่ เช่น จะใส่ตะไคร้ซอย ปริมาณเท่าใดในพล่า หรือจะใส่ตะไคร้กี่ต้นในต้มยำกุ้ง และจะใส่เมื่อไรจึงจะทำให้อร่อย มีกลิ่นเป็นอาหารไม่เป็นกลิ่นยา เช่น ใส่ตะไคร้ในต้มยำเมื่อน้ำแกงเดือด
สมุนไพรในอาหารไทยไม่เพียงแต่เพิ่มคุณค่าของความอร่อย มีทั้งคุณค่าทางโภชนาการและมีสรรพคุณทางยา การที่จะกินให้อร่อย ต้องกินสมุนไพรที่ใส่ในอาหารนั้นด้วย จะเพิ่มรสชาติและแก้ความด้อย ของอาหารจานนั้น เช่น ต้มยำกุ้งกินแต่กุ้งหรือต้มยำปลากินแต่ปลา จะได้กลิ่นกุ้งกลิ่นปลาและรสชาติของกุ้งของปลา เมื่อกินตะไคร้ใบมะกรูด ในต้มยำจะทำให้กลิ่นและรสของกุ้งของปลาดีขึ้น หรือกิน แกงเขียวหวานไก่จะให้ความรู้สึกว่าเลี่ยน หวานมัน เมื่อกินใบโหระพาตาม จะลดความเข้มข้นของความหวานมันและถ้ายิ่งได้กินมะเขือพวง ในน้ำแกงเขียวหวานก็จะทำให้เลี่ยนและหวาน เพราะรสมะเขือพวง จะมีความขมเล็กน้อย

วิธีกำจัดกลิ่นปากด้วยสมุนไพรไทย

สำหรับคนที่มีกลิ่นปาก ปากเหม็น(ถ้ารู้ตัว) ก็ต้องพยายามหาทางแก้ไขความบกพร่องนี้กันทุกคน วันนี้ผมเลยเอาวิธีแก้ไขด้วยสมุนไพรมาฝากครับ ประหยัดและได้ผลจริง แต่ก่อนอื่นท่านต้่องสำรวจสุขภาพช่องปากของท่านก่อนครับ เช่น มีฟันผุหรือไม่ มีคราบหินปูนหรือไม่ มีช่องว่างระหว่างซอกฟันจนเศษอาหารมักไปติดอยู่หรือไม่ เป็นต้น เพราะถ้าคุณไม่จัดการสุขภาพช่องปากให้ดีก่อนแล้ว ไม่ว่ายาหรือสมุนไพรไทยระดับเทพแค่ไหนก็เอาไม่อยู่ครับ
โดยวันนี้เอาวิธีมาให้เลือกสองวิธีดังนี้ครับ
  • ให้เด็ดใบฝรั่งสด ล้างน้ำสะอาด แล้วเคี้ยวให้ละเอียด แล้วคายกากทิ้ง
  • ก่อนนอนให้กินกล้วยน้ำว้าสุกสัก 1-2 ลูกแล้วค่อยแปรงฟัน และตื่นตอนเช้าก็ให้กินอีก 1-2 ผล แล้วค่อยแปรงฟัน ทำอย่างนี้ประมาณ 15 วันเป็นอย่างน้อย

เหตุใดจึงควรใช้สมุนไพรไทย

เหตุใดจึงควรใช้สมุนไพรไทย
1. ราคาถูกและหาง่าย เพราะสามารถเพาะปลูกได้แทบทุกพื้นที่ในประเทศไทย
2. มีความปลอดภัย เพราะสมุนไพรไทยส่วนมากจะมีฤทธิ์อ่อน มีอาการข้างเคียงน้อย และไม่ค่อยมีสารพิษตกค้างเหมือนยาแผนปัจจุบัน
3. สะดวกเพราะสามารถปลูกไว้ใช้เองในครัวเรือนได้ เพียงแต่จำเป็นต้องศึกษาวิธีใช้งานอย่างถี่ถ้วนด้วย
4. อนุรักษ์ภูมิปัญญาที่สืบสานมาตั้งแต่สมัยโบราณ ให้ยังคงอยู่สืบไป
5. สามารถนำสมุนไพรบางชนิดมาเป็นส่วนผสมของอาหาร ทำให้ไม่รู้สึกเหมือนทานยา
6. ช่วยสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรที่อนุรักษ์สมุนไพรไทย

วิธีการใช้สมุนไพรไทยอย่างถูกวิธี

วิธีการใช้สมุนไพรไทยอย่างถูกวิธี

  • เนื่องจากสมุนไพรไทยนั้นมีหลายชนิด หลายพันธุ์ และบางอย่างอาจจะมีชื่อคล้ายกัน หรือใช้คำพ้องกันบ้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบให้ดีก่อนนำมาใช้ประโยชน์
  • ศึกษาให้ดีว่าสมุนไพรไทยชนิดใด ควรรักษาอาการของโรคใดๆ และสมุนไพรบางชนิดมีสรรพคุณเหมือนกัน ควรเลือกชนิดที่หาได้ง่ายกว่ามาใช้ประโยชน์
  • ถึงแม้จะเป็นสมุนไพรไทยชนิดเดียวกัน ก็ต้องศึกษาว่าส่วนไหนนำมาใช้ประโยชน์ได้เหมาะสมที่สุด เพราะส่วนราก ใบ ดอก เปลือก ผล เมล็ด ของสมุนไพรจะมีฤทธิ์ไม่เท่ากัน
  • ศึกษาให้ดีว่าสมุนไพรไทยชนิดใด ควรจะใช้ประโยชน์อย่างไร เพราะถ้าหากใช้ประโยชน์ต่างกันอาจจะเห็นผลต่างกัน เช่น ใช้ดองยา ใช้กินสด เป็นต้น
  • ศึกษาปริมาณการใช้สมุนไพรไทยอย่างละเอียด เำพราะถ้าใช้จำนวนน้อยไปอาจจะไม่เห็นผล และถ้าหากใช้จำนวนมากไปอาจจะเกิดอันตรายได้

ทับทิม

ทับทิม

ชื่ออื่น ๆ : มะเก๊าะ (ภาคเหนือ), มะก่องแก้ว พิลาขาว (น่าน), หมากจัง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), พิลา (หนองคาย), เจียะลิ้ว (จีน)
ชื่อสามัญ : Punic Apple, Pomegranate, Granades, Granats, Carthaginian Apple
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Punica granatum Linn.
วงศ์ : PUNICACEAE
ส่วนที่ใช้ : เปลือกลำต้น ใบ ดอก เปลือกผล เมล็ด และเปลือกราก
สรรพคุณ :
เปลือกลำต้น ในเปลือกของลำต้นจะมีอัลกาลอยด์ประมาณ 0.35-0.6% และอัลกา
ลอยด์ในเปลือกของลำต้นนี้มีชื่อเรียกว่า Pelletierine และ Isopelletierine ซึ่งใช้เป็นยา ถ่ายพยาธิได้ผลดี
ใบ ใช้ใบสดนำมาต้ม กรองเอาน้ำใช้ล้างแผลเนื่องจากมีหนองเรื้อรังบนหัว หรือใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียดแล้วเอาไปพอกในบริเวณที่เป็นแผลถลอก เนื่องจากหกล้มได้ เป็นต้น
ดอก ใช้ดอกที่แห้งประมาณ 3-6 กรัม นำมาต้มกรองเอาน้ำดื่ม เป็นยาแก้ให้เลือดกำเดา แข็งตัว และแก้หูชั้นในอักเสบ หรือใช้ดอกแห้งนำมาบดให้ละเอียดแล้วใช้ทา หรือโรยบริเวณบาดแผลที่มีเลือดออก เปลือกผล ใช้เปลือกผลที่แห้งแล้วประมาณ 2.5-4.5 กรัม นำมาบดให้ละเอียด หรือนำ มาต้มกินน้ำ ใช้เป็นยาแก้โรคท้องเสีย โรคบิดเรื้อรัง ถ่ายเป็นมูกเลือด ถ่ายพยาธิ ตกขาว ดากออก แผลหิด และกลากเกลื้อนเป็นต้น
เมล็ด ใช้เมล็ดที่แห้งแล้วประมาณ 6-9 กรัม นำมาบดให้ละเอียด หรือทำเป็นยาก้อน กิน เป็นยาแก้โรคปวด จุกแน่น เนื่องจากโรคกระเพาะอาหาร บำรุงกระเพาะอาหาร ทำให้เจริญอาหาร และแก้ท้องร่วง เป็นต้น
เปลือกราก ใช้เปลือกรากที่แห้งแล้ว ประมาณ 6-12 กรัม นำมาต้มน้ำกิน เป็นยาแก้ระดู ขาว ตกเลือด ถ่ายพยาธิ หล่อลื่นลำไส้ แก้ท้องเสีย และโรคบิดเรื้อรัง เป็นต้น
อื่น ๆ : ในประเทศอินเดียทางด้านแถบตะวันตกเฉียงใต้ ได้มีการใช้เปลือกผลทับทิม นำมา ย้อมผ้า ซึ่งใช้ผสมกับครามหรือขมิ้น จะได้สีผ้าที่ย้อมนั้นเป็นสีน้ำตาลอมแดง แต่ถ้าใช้เปลือกผลอย่างเดียวก็จะได้เป็นสีเขียว ผ้าที่ย้อมชนิดนี้เรียกว่า RAKREZI
ข้อห้ามใช้ : 1. เป็นบิด ท้องเสีย หรือท้องผูก ไม่สมควรใช้เปลือกราก เป็นยาแก้
2. การใช้เปลือกรากเป็นยาแก้ ควรจะใช้อย่างระมัดระวังให้มาก เพราะเปลือกรากมี พิษ
ถิ่นที่อยู่ : ทับทิม เป็นพรรณไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปเอเซีย